โทร 043-867-056

วิจัยและนวตกรรม

ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด A (2009 H1N1) ของ ประชาชน อำเภอ นามน จังหวัด กาฬสินธุ์ Affecting Factors and Impacted to Preventive Behavior on the Influenza Type A (subtype 2009 H1N1) of the Population in Namon District, Kalasin Province

บทคัดย่อ การ ศึกษา ครั้ง นี้ มี วัตถุประสงค์ เพื่อ ศึกษา ปัจจัย ที่ มี ผล ต่อ การ ปฏิบัติ ตน เพื่อ ป้องกัน โรค ไข้ หวัด ใหญ่ ชนิด A (2009 H1N1) ของ ประชาชน อำเภอ นามน จังหวัด กาฬสินธุ์ จำนวน 500 คน เก็บ ข้อมูล โดย ใช้แบบสอบถาม สถิติ ที่ ใช้ ใน การ ศึกษา คือ ร้อย ละ ค่า เฉลี่ย ส่วน เบี่ยง เบน มาตรฐาน ค่า ไคส แคว ร์ และ ค่า สห สัมพันธ์ ของ เพียร์ สัน ผล การ ศึกษา พบ ว่า กลุ่ม ตัวอย่าง ส่วน ใหญ่ มี การ รับ รู้ เกี่ยว กับ สถานการณ์ โรค ไข้ หวัด ใหญ่ ชนิด A (2009 H1N1) ระดับ สูง ร้อย ละ 81.40 มี ความ รู้ ระดับ สูง ร้อย ละ 90.20 มี ทัศนคติ ระดับ ปาน กลาง ร้อย ละ 88.20 มี การ ปฏิบัติ ระดับ ปาน กลาง ร้อย ละ 53.40 ด้าน ปัจจัย ที่ มี ผล ต่อ การ ปฏิบัติ ตน เพื่อ ป้องกัน โรค ไข้ หวัด ใหญ่ ชนิด A (2009 H1N1) ของ กลุ่ม ตัวอย่าง พบ ว่า ปัจจัย ที่ มี ผล ต่อ การ ปฏิบัติ ตน คือ การ ได้ รับ ข้อมูล ข่าว สาร การ รับ รู้ ความ รู้ และ ทัศนคติ (p 0.001) ส่วน ปัจจัย ด้าน เพศ สถานภาพ สมรส การ ศึกษา และ ประวัติการ เจ็บ ป่วย โรค ไข้ หวัด ไม่มี ผล ต่อ การ ปฏิบัติ ตน เพื่อ ป้องกัน โรค ไข้ หวัด ใหญ่ ชนิด A (2009 H1N1) ดัง นั้น เจ้า หน้าที่ ตลอด จน ผู้ มี ส่วน เกี่ยวข้อง ควร มี การ เผย แพร่ ข้อมูล ข่าว สาร ที่ เกี่ยวข้อง กับ การ ดำเนิน งาน ป้องกัน โรค ไข้ หวัด ใหญ่ ชนิด A (2009 H1N1) ให้ กับ ประชาชน อย่าง ทั่ว ถึง และ ต่อ เนื่อง >>>>>>>>>>>>โดย นายแพทย์ สัญญา สุปัญญาบุตร

ผลของการออกกาลังกายร่วมกับสมาธิบาบัดที่มีต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีความดันโลหิตเกือบสูง THE EFFECT OF EXERCISE AND MEDITATION ON BLOOD PRESSURE LEVEL IN PERSONS WITH PREHYPERTENSION

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการออกกาลังกาย ร่วมกับสมาธิบาบัดที่มีต่อระดับความดันโลหิต ในผู้ที่มีความดันโลหิตเกือบสูง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่เข้าร่วมโครงการค้นหาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงของโรงพยาบาลนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2556 จานวน 46 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 23 คน โดยกลุ่มทดลองจะได้รับการออกกาลังกายร่วมกับสมาธิบาบัด นานครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ อย่างต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมออกแรงตามปกติ ทาการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้ใช้สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้สถิติพาราเมตริกและนอนพาราเมตริก ผลการวิจัยพบว่า ระดับความดันโลหิตของกลุ่มที่ได้รับการออกกาลังกายร่วมกับสมาธิบาบัด หลังการทดลองมีค่าลดลงมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตที่ระดับ 0.05 และมีค่าลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดย นายแพทย์สัญญา สุปัญญาบุตร, ชาญเวช ธรรมเสาวภาคย์, จีระศักดิ์ เจริญพันธ์

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาระดับสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลนามน จังหวัด กาฬสินธุ์ ใน ประชากรพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในกลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลนามน จงั หวดั กาฬสินธุ์ ประกอบดว้ ยพยาบาล วิชาชีพ จานวน 27 คน วิเคราะห์ผลการประเมิน โดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลนามน จงั หวดั กาฬสินธุ์ มีค่าเฉลี่ยระดับสมรรถนะ เท่ากับ 2.87 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.35 ซึ่งพยาบาลร้อยละ 62.96 มีสมรรถนะอยู่ในระดับสูงกว่าหรือเท่ากับสมรรถนะที่ คาดหวงั ร้อยละ 25.93 มีสมรรถนะต่า กว่าสมรรถนะที่คาดหวัง 1 ระดบั และร้อยละ 11.11 มีสมรรถนะอยู่ในระดับต่า กว่า สมรรถนะที่ คาดหวัง 2 ระดับ 2. ผลการประเมินสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพในรายด้านพบว่า สมรรถนะดา้ นการสื่อสาร และสมั พันธภาพ เป็นสมรรถนะที่พยาบาลวิชาชีพอยู่ในระดับที่สูงกว่าหรือเท่ากับสมรรถนะที่คาดหวัง จา นวนมากที่สุดคือ ร้อยละ 74.07 ส่วนสมรรถนะด้านปฏิบตั ิการพยาบาลและการผดุงครรภ ์ และสมรรถนะดา้ นเทคโนโลยีและสารสนเทศเป็น สมรรถนะที่พยาบาลวิชาชีพอยู่ในระดับที่ต่า กว่าสมรรถนะที่คาดหวัง 1 ระดับมากที่สุด ร้อยละ 29.63 สมรรถนะด้านวิชาการ และการวิจัย เป็นสมรรถนะที่พยาบาลวิชาชีพอยู่ในระดับที่ต่า กว่า สมรรถนะที่คาดหวัง2 ระดบั มากที่สุดร้อยละ 25.93 ส่วน สมรรถนะที่พยาบาลวิชาชีพอยู่ในระดับที่ต่า กว่าสมรรถนะที่คาดหวัง 3 ระดบั มี 3 ดา้ น คือสมรรถนะดา้ นวิชาการและการ วิจัย ร้อยละ 11.11 สมรรถนะด้านภาวะผูน้ า การจดั การ และการพฒั นาคุณภาพ ร้อยละ 7.41 และสมรรถนะดา้ นเทคโนโลยี และสารสนเทศ ร้อยละ 3.70 นอกจากนี้ยังมีสมรรถนะที่พยาบาลวิชาชีพอยู่ในระดับที่ต่า กว่า สมรรถนะที่คาดหวัง 4 ระดับ มี 2 ด้าน คือ สมรรถนะด้านวิชาการและการวิจัย และสมรรถนะด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ เท่ากันที่ร้อยละ 3.70 คาสาคัญ การประเมินสมรรถนะ, พยาบาลวิชาชีพ >>>>>>โดย น.ส.ศรีสุพรรณ วรรณเสริฐ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกในการจัดการอาการหายใจลำบากด้วยตนเองในผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยประยุกต์ตามกรอบพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกของสภาวิจัยด้านการแพทย์และสุขภาพแห่งชาติของประเทศออสเตรเลีย กลุ่มตัวอย่างผู้ทดลองใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก คือ พยาบาลที่ปฏิบัติการ ที่Easy COPD Clinic โรงพยาบาลนามน จำนวน 3 คน กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิก คือ ผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จำนวน 12คน แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกที่พัฒนาขึ้นได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ .91เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามความเป็นไปได้ของผู้ใช้แนวปฏิบัติโดยรวม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ผลศึกษา สรุปได้ดังนี้ 1. แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกในการจัดการอาการหายใจลำบากด้วยตนเองในผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโรงพยาบาลนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่1) การพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุและจริยธรรม 2) การประเมินภาวะสุขภาพผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 3) การจัดการให้ผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพปอด 4) การให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 5) การดูแลอย่างต่อเนื่อง และ 6) การพัฒนาคุณภาพบริการ 2. แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกในการจัดการอาการหายใจลำบากด้วยตนเองในผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ที่ Easy COPD Clinic โรงพยาบาลนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ จากผลการศึกษา เสนอแนะว่า พยาบาลควรนำแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกในการจัดการอาการหายใจลำบากด้วยตนเองในผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลนามน ไปใช้พัฒนาในการดูแลผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ที่ Easy COPD Clinic โรงพยาบาลนามน จังหวัดกาฬสินธุ์และประยุกต์ใช้ในหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป >>>สุดาทิพย์ ศรีจันทร์เติม

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) จานวนครั้งการสุ่มงานในการวัดงาน (2) ปริมาณการปฏิบัติงาน (3) สัดส่วนการปฏิบัติงานต่อวัน และ(4) สัดส่วนการทากิจกรรม ณ ช่วงเวลาต่าง ๆในงานบริการจ่ายยาผู้ป่วย โรงพยาบาลนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา แบบไปข้างหน้า โดยทาการศึกษาในเภสัชกร เจ้าพนักงานเภสัชกรรม และบุคลากรผู้ช่วยอื่น ๆ ที่ปฏิบัติงานให้บริการจ่ายยาผู้ป่วย ทุกคน เครื่องมือการวิจัย เป็น แบบบันทึกการสุ่มงาน เก็บข้อมูลดาเนินการช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 ถึง มีนาคม พ.ศ.2551 การประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาเร็จรูปใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่าร้อยละและ สัดส่วน และสถิติเชิงวิเคราะห์ในการทดสอบไค-สแควร์ ผลการวิจัยพบว่า (1) จานวนครั้งในการสุ่มงานในการวัดงานบริการจ่ายยาผู้ป่วย โรงพยาบาลนามน เท่ากับ 384 ครั้ง (2) ปริมาณการปฏิบัติงานในกิจกรรมย่อยต่างๆต่อหนึ่งวันเวลาทาการในงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยของทุกตาแหน่งงาน ได้แก่ รับใบสั่งยาและติดบัตรคิว 3 ครั้ง(ร้อยละ 2.60) พิมพ์ใบสั่งยาและสติ๊กเกอร์ยา 6ครั้ง(ร้อยละ 5.77) จัดการฉลากยาให้ตรงกับใบสั่งยา 0 ครั้ง(ร้อยละ 0) จัดยาและติดฉลากยา 21 ครั้ง(ร้อยละ 21.70) ตรวจสอบความถูกต้องของยาที่จัด 6 ครั้ง (ร้อยละ 5.90) เรียกชื่อผู้ป่วยและให้คาแนะนา 5 ครั้ง(ร้อยละ 5.69) ให้คาแนะนายาแก่ผู้ป่วย/แพทย์ 1 ครั้ง(ร้อยละ 1.13) เป็นที่ปรึกษาให้แก่เจ้าหน้าที่ห้องยา 1 ครั้ง(ร้อยละ 0.56) แบ่งบรรจุ/ตรวจสอบ/เบิกและจัดเรียงยา 3 ครั้ง(ร้อยละ 2.86) งานวิชาการ/บริหาร/คุณภาพ 21 ครั้ง(ร้อยละ 21.70) พัก 12 ครั้ง(ร้อยละ 12.50) ว่างงานและภารกิจส่วนตัว 4 ครั้ง(ร้อยละ 4.64) และการไม่อยู่ในสถานปฏิบัติงาน 14 ครั้ง(ร้อยละ 14.67) (3) สัดส่วนการปฏิบัติงานบริการจ่ายยาผู้ป่วย ในกิจกรรมให้บริการจ่ายยาผู้ป่วยโดยตรง กิจกรรมสนับสนุนการจ่ายยาผู้ป่วย และกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดผลงานของทุกตาแหน่งงาน เป็นร้อยละ 41.93,26.26 และ31.81 ตามลาดับ และ (4) สัดส่วนการทากิจกรรมจ่ายยาผู้ป่วยโดยตรง สูงสุดในช่วงเวลา 10.00-12.00 น.(ร้อยละ 75.46) กิจกรรมสนับสนุนการจ่ายยาผู้ป่วยสูงสุดในช่วงเวลา 14.00-16.30 น.(ร้อยละ 28.84) และกิจกรรมไม่ก่อให้เกิดผลงาน สูงสุด ในช่วงเวลา 12.00-14.00 น.(ร้อยละ 60.71) ข้อสรุปของงานวิจัย บอกถึงความเหมาะสมของปริมาณการปฏิบัติงานในกิจกรรมที่สัมพันธ์กับตาแหน่งงาน และความจาเป็นต้องทากิจกรรมสนับสนุนการจ่ายยาผู้ป่วยให้มากขึ้นในช่วงบ่ายเพื่อทดแทนกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดผลงาน คาสาคัญ: การวัดงาน, การสุ่มงาน, กิจกรรมจ่ายยาผู้ป่วยโดยตรง, กิจกรรมสนับสนุนการจ่ายยาผู้ป่วย และกิจกรรมไม่ก่อให้เกิดผลงาน >>>>โดย นายจิตรกร มาตยวงศ์

โรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากประชาชนมีพฤติกรรมการบริโภคปลาน้ำจืดสุกๆดิบๆ และมีอาหารที่ปนเปื้อนสาร Nitrosamine จังหวัดกาฬสินธุ์มีอัตราความชุกของโรคดังกล่าวสูงถึง ร้อยละ ๒๒.๓ นับเป็นการระบาดสูงสุดในเขตที่ ๗ ในบางอำเภอมีอัตราความชุกของโรคสูงถึง .ร้อยละ ๕๑.๔ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการวิเคราะห์แนวโน้ม การเกาะกลุ่ม และพยากรณ์จำนวนผู้ป่วย ในโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยศึกษาเชิงวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ ๕ ส่วนดังนี้ ส่วนที่ ๑ ข้อมูลในการวิเคราะห์เชิงเวลาและพื้นที่ ใช้ข้อมูลผู้ป่วยตั้งแต่ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๘ โดยใช้ชุดคำสั่ง สคริปที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญ นำมากำหนดกลุ่มอาการและรหัสการวินิจฉัยที่ถูกต้อง จากนั้นนำมาประมวลผลผ่านโปรแกรม Hos-xp และ JHCIS ในสถานบริการในพื้นที่ อิงจากฐานข้อมูลโปรแกรม R๕๐๖ และฐานข้อมูลจากเว็บไซต์โครงการ OV/CCA ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ส่วนที่ ๒ ข้อมูลเชิงพื้นที่จากแผนที่ระดับจังหวัด ของสำนักระบาดวิทยา ของกรมควบคุมโรค ส่วนที่ ๓ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่และการกระจาย โดยใช้โปรแกรม GeoDa ส่วนที่ ๕ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเวลา โดยใช้โปรแกรม R software เป็นโปรแกรมวิเคราะห์ทางสถิติ ข้อมูลเชิงเวลา แนวโน้มตามฤดูกาล และอาศัยข้อมูลเดิมที่มีอยู่เป็นฐานในการพยากรณ์ ผลการศึกษาพบว่า มีการกระจายของโรคทุกอำเภอ โดยพบมากที่สุด ในอำเภอกมลาไสย ในปี ๒๕๕๕ และ ๒๕๕๗ แต่จากการพยากรณ์ในปี ๒๕๕๙ พบว่ามีแนวโน้มที่ลดลง ค่าคาดประมาณ ๐.๐๐๖๔๓๙๔๒๙ ค่าความคลาดเคลื่อน๐.๐๐๐๑๒๒๒๖๐๖๗ และมีค่า Odds Ratio = ๑.๐๐๖๔๖ ค่า ๙๕%CI =๑.๐๐๖๒๑๘-๑.๐๐๖๗๐๒ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่อำเภอพบว่า ในปี ๒๕๕๔ พบการกระจายของในพื้นที่อำเภอเมือง ปี ๒๕๕๖ - ๒๕๕๗ มีการกระจายของโรคในพื้นที่อำเภอห้วยผึ้งและอำเภอกมลาไสย และในปี ๒๕๕๘ พบการกระจายของโรคในพื้นที่อำเภอยางตลาด อำเภอฆ้องชัย อำเภอกมลาไสย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < ๐.๐๕) อำเภอรอบข้างที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง คือ อำเภอห้วยเม็ก และอำเภอร่องคำ มีค่าความสัมพันธ์ของการเกาะกลุ่มโรค (Moran’s I) ในปี ๒๕๕๗ - ๒๕๕๘ คือ ๐.๐๗๗๙๗๖๒-๐.๒๓๖๑๑๑ ซึ่งเป็นค่าความสัมพันธ์ที่น้อย การพยากรณ์ผู้ป่วยในจังหวัดกาฬสินธุ์ ในปี ๒๕๕๙ พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยลดลง โดยมีจำนวนผู้ป่วยตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม รวม ๘๘๓ คน สรุป ในการศึกษาแนวโน้มพบการกระจายในทุกพื้นที่ มีการระบาดสูงในบางอำเภอ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่มีการระบาดของโรค และทำให้ทราบอำเภอรอบข้างที่มีความเสี่ยง ซึ่งปัญหาข้างต้นจำต้องเร่งหาทางป้องกันและแก้ไข ถึงแม้จากการพยากรณ์พบว่าแนวโน้มลดลง แต่มีจำนวนผู้ป่วยในปี ๒๕๕๙ สูงถึง ๘๘๓ คน ถ้าแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องจะลดจำนวนผู้ป่วยลงได้ ข้อเสนอแนะในการศึกษาในครั้งต่อไปควรแยกการศึกษาระหว่างโรคพยาธิใบไม้ตับ กับโรคมะเร็งท่อน้ำดีออกจากกัน จะทำให้สามารถลงลึกได้รายละเอียดที่แตกต่างกันของแต่ละโรคและพยากรณ์ได้แม่นยำขึ้น การศึกษาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริหาร หน่วยงานต่างๆ จากการศึกษาวิเคราะห์แนวโน้ม การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และการพยากรณ์ผู้ป่วย เพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการวางแผน การจัดสรรงบประมาณ และการแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในแต่ละพื้นที่ต่อไป >>>>อรรถวิทย์ เนินชัด , อำนาจพล รัชพล ,อิศรา ถาวรสวัสดิ์